ที่มา: NASA Science
หมวด: เทคโนโลยีใหม่
ยานสำรวจดวงจันทร์ Lunar Reconnaissance Orbiter (LRO) ของ NASA พบหลุมอุกกาบาตที่เพิ่งเกิดใหม่ซึ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยบันทึกได้ในระบบสุริยะ หลุมนี้กว้างราว 222 เมตร ลึกราว 43 เมตร เกิดจากดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยขนาดเท่าตึก 3 ถึง 6 ชั้นพุ่งชนขอบด้านตะวันออกของดวงจันทร์ระหว่างวันที่ 11 เมษายนถึง 22 พฤษภาคม 2024 นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าการชนขนาดนี้เกิดขึ้นราวหนึ่งครั้งในร้อยปีหรือนานกว่านั้น งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 สำหรับคนทั่วไป นี่คือหลักฐานว่าดวงจันทร์ยังถูกชนอยู่ตลอด และเป็นตัวอย่างชั้นดีของการหาสิ่งผิดปกติจากภาพจำนวนมหาศาลด้วยซอฟต์แวร์เทียบภาพก่อน-หลัง
หลุมนี้ได้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า McGetchin ตามชื่อนักวิทยาศาสตร์ดวงจันทร์ผู้บุกเบิก ผู้ค้นพบคือผู้เชี่ยวชาญด้านประมวลผลภาพของบริษัท Intuitive Machines ที่ทำงานกับข้อมูลกล้อง LROC ของยาน ซึ่งเจอมันโดยบังเอิญระหว่างตรวจคุณภาพข้อมูลตามปกติเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2025 ในภาพแผนที่ดวงจันทร์ทั้งดวง เขาเห็นจุดสว่างผิดปกติที่มีวงมืดล้อมรอบ ซึ่งบ่งบอกว่าพื้นผิวเพิ่งถูกรบกวน และเล่าว่าหยุดทุกอย่างที่ทำอยู่แล้วหันมาตรวจสอบจุดนั้นทันที
วิธีที่ใช้คือการซ้อนภาพก่อนและหลังหลายร้อยเฟรมจากกล้องมุมกว้างของ LROC ซึ่งแต่ละพิกเซลกว้างเท่าสนามฟุตบอล แล้วให้ซอฟต์แวร์เน้นส่วนที่เปลี่ยนไป จุดที่ไม่เปลี่ยนจะเป็นสีเทา ส่วนที่เปลี่ยนจะโผล่เป็นจุดสว่างหรือมืด ปัญหาคือแสงเงาที่ต่างกันเล็กน้อยก็ทำให้เกิดสัญญาณหลอกจำนวนมาก จึงต้องมีคนตรวจซ้ำทีละจุด โดยปกติหลุมใหม่จะเห็นเป็นจุดสว่างขนาดหนึ่งพิกเซลที่มีขอบฟุ้งเล็ก ๆ แต่หลุมนี้กินพื้นที่หลายร้อยพิกเซล ผู้ค้นพบระบุว่าเป็นรอยเศษวัสดุกระเด็นจากการชนที่ชัดที่สุดเท่าที่เคยเห็นในภาพประเภทนี้
หลังจากนั้นทีมงานใช้กล้องมุมแคบซึ่งให้ความละเอียดราว 0.9 เมตรต่อพิกเซลถ่ายซ้ำเมื่อยานโคจรผ่านจุดเกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อวัดขนาด รูปทรง และผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ ข้อมูลชุดนี้ยังใช้ประเมินขนาดและแรงชนของวัตถุต้นเหตุ ซึ่งจะตีพิมพ์เป็นงานวิจัยอีกชิ้นในภายหลัง
ภาพประกอบข่าวหมวดเทคโนโลยีใหม่
อีกงานวิจัยที่ออกพร้อมกันใช้เครื่องมือวัดอุณหภูมิ Diviner บนยานลำเดียวกัน พบว่าพื้นที่กว้างราว 6.4 กิโลเมตรรอบหลุมมีอุณหภูมิตอนกลางคืนต่ำกว่าบริเวณข้างเคียงราว 9 องศาเซลเซียส เพราะแรงชนทำให้ชั้นฝุ่นและเศษหินบนผิวดวงจันทร์ฟูขึ้นจนความหนาแน่นลดลงและเก็บความร้อนได้น้อยลง จุดเย็นขนาดใหญ่นี้ชี้ว่าการชนเปลี่ยนสภาพพื้นผิวไปไกลกว่าตัวหลุมมาก และอาจมีผลต่อการที่ล้อยานสำรวจจะยึดเกาะพื้นในบริเวณแบบนี้
ตลอดภารกิจกว่า 17 ปี LRO พบหลุมอุกกาบาตเกิดใหม่แล้วอย่างน้อย 1,000 หลุม และบันทึกการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวอีกราว 100,000 จุด เพราะดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศคอยเผาหรือชะลอวัตถุ หินจากอวกาศจึงตกถึงพื้นได้โดยตรง หลุมเล็กที่สุดที่แยกได้ในภาพกว้างราว 9 เมตร เกิดจากหินขนาดราว 1.1 เมตร และประเมินว่าทั้งดวงมีหลุมใหม่ขนาดนี้เกิดขึ้นราว 140 หลุมต่อปี ส่วนหลุมขนาดใหญ่กว่า 46 เมตรจะถูกค้นหาทุกสองสามปีด้วยการทำแผนที่ทั้งดวงแล้วเทียบกับแผนที่รุ่นก่อน ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับที่พบหลุมนี้
สำหรับทีมพัฒนาในไทย เทคนิคหลักของข่าวนี้ไม่ได้อยู่ที่อวกาศ แต่อยู่ที่การหาสิ่งผิดปกติจากข้อมูลจำนวนมากด้วยการเทียบสภาพก่อนและหลัง แล้วให้คนตรวจเฉพาะจุดที่ระบบชี้ ซึ่งใช้ได้ทั้งกับภาพดาวเทียมของแปลงเกษตร ภาพจากกล้องตรวจสอบโรงงาน หรือข้อมูลธุรกรรมที่ต้องหาความผิดปกติ ทีมงาน Smart Cyber Tech รับพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่รวมการประมวลผลข้อมูลปริมาณมากเข้ากับขั้นตอนตรวจสอบโดยคน ปรึกษาได้ที่ แบบฟอร์มติดต่อ
แหล่งข่าวเรียบเรียงจาก NASA Science —
อ่านต้นฉบับภาพปก: NASA Goddard/Intuitive Machines/Robert Wagner · ลิขสิทธิ์ภาพเป็นของเจ้าของต้นฉบับ ใช้ประกอบการรายงานพร้อมอ้างอิงแหล่งที่มา
เนื้อหาบนหน้านี้เป็นการสรุปและเรียบเรียงเพื่อผู้อ่านชาวไทย หากพบข้อผิดพลาดโปรดแจ้งที่
info@smart-cyber-tech.com
บริการที่เกี่ยวข้องจากทีมงาน Smart Cyber Tech
แบ่งปันข่าวนี้:
LINE
Facebook
X
ปรึกษาทีมของเรา